การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ ๒๑ ภาคีได้มีข้อตัดสินใจอย่างเป็นเอกฉันท์เห็นชอบความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยความตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๒๐ หากจำนวนรัฐภาคีให้สัตยาบันครบ ๕๕ ประเทศ และครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ ๕๕ ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก ความตกลงปารีสเป็นความตกลงที่จะมาแทนที่พิธีสารเกียวโต โดยมีความแตกต่างจากพิธีสารเกียวโตในประเด็นหลัก ดังนี้ (๑) ความตกลงปารีสครอบคลุมการดำเนินงานของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา (๒) ความตกลงปารีสครอบคลุมการดำเนินงานทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศกำลังพัฒนา และความโปร่งใสในการดำเนินงานและการให้การสนับสนุน ในขณะที่พิธีสารเกียวโตมุ่งเน้นเฉพาะการลดก๊าซเรือนกระจก (๓) ความร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีสมีรูปแบบเป็น bottom-up approach กล่าวคือ ให้ภาคีเป็นผู้เสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมได้เอง ซึ่งต่างจากการกำหนดเป้าหมายในระยะพันธกรณีที่ ๑ ของพิธีสารเกียวโต
เนื่องจากความตกลงปารีสมีความครอบคลุมและกำหนดพันธกรณีเพิ่มเติมให้แก่ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมให้แก่หน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถอนุวัตตามพันธกรณีในความตกลงปารีสได้ โดยมีการจัดทำแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้หน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการสร้างความพร้อมดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงบริบทของการเตรียมการภายในประเทศและการเตรียมการภายในอนุภูมิภาคอาเซียนอย่างสอดคล้องกัน ครอบคลุมถึงการขับเคลื่อนข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ ๒๐-๒๕ จากกรณีปกติ ในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ การเตรียมความพร้อมของประเทศเชิงกลไก การจัดการ และศักยภาพ เพื่อรองรับและสอดคล้องกับกลไกความร่วมมือระยะยาวภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ และความตกลงปารีส รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นผู้นำหรือศูนย์กลางของอนุภูมิภาคอาเซียนในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม
ในการนี้ จึงได้มีการจัดทำและดำเนินโครงการขับเคลื่อนและเสริมสร้างศักยภาพภายหลังข้อตกลงใหม่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับประชาคมโลก ภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ และกรอบความตกลงปารีส รวมถึงเป็นไปตามบริบทและแนวทางการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน l