เรียกได้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่วนกลับมาอีกครั้ง สำหรับ ฝุ่น PM 2.5 ในช่วงใกล้เข้าสู่หน้าหนาว ที่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับเมื่อประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมา ข่าวของ นพ.กฤตไท ธนสมบัติกุล คุณหมอซึ่งป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 เจ้าของเพจ "สู้ดิวะ" ได้ออกมาอัปเดตอาการล่าสุด และเผยว่าตนเองนั้น "คงอยู่ได้อีกไม่นาน"

ทำให้หลายๆ คนต่างเข้าไปให้กำลังใจ และเรียกร้อง ผลักดันให้ "ปัญหามลพิษทางอากาศ" ในประเทศไทย จะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และเด็ดขาดเสียที เพื่อตัดวงจรของมลพิษร้าย ที่อาจคร่าชีวิตใครไปหลายๆ คน แต่แน่นอนว่าหลายคนคงมีคำถาม และสงสัยตามว่า "เมื่อไรเราถึงจะจัดการกันได้เสียที"
ฝุ่น PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ โดยองค์กรอนามัยโลก (WHO) ตั้งค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM 2.5 ในอากาศ ว่าหากมีเกินกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
และในปี พ.ศ. 2557 ยังได้ประกาศว่า การสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 จะก่อให้เกิดอุบัติการณ์การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประมาณ 3.7 ล้านคนต่อปี โดยผู้เสียชีวิตส่วนมากมีถิ่นที่อยู่ในฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับที่มาของฝุ่น PM 2.5 นั้น เกิดขึ้นจากกิจกรรมหลายชนิด ซึ่งรายงานการศึกษาของ Greenpeace สามารถสรุปสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ได้เป็น 2 แหล่งกำเนิดใหญ่ๆ คือ

ปัจจุบันประเทศไทยได้ปรับปรุงค่ามาตรฐานฝุ่นละออง PM 2.5 ในบรรยากาศ เฉลี่ย 24 ชั่วโมง จากเดิม 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รวมถึงปรับระดับการแจ้งเตือนความเสี่ยงต่อสุขภาพ ส่งผลให้การเฝ้าระวัง และการแจ้งเตือน รวมถึงการดูแลสุขภาพประชาชน มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำแนะนำในการปฏิบัติตนในแต่ละระดับสีของฝุ่น PM 2.5 ดังนี้

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ภาคเหนือถึงเจอพิษฝุ่น PM 2.5 หนักกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากความกดอากาศสูง ที่แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออ่อนกำลังลง หรือมีลมสงบ ประกอบกับการผกผันกลับของอุณหภูมิในอากาศ
ทำให้เกิดสภาพอากาศร้อนด้านบนกดทับอากาศเย็นเหมือนมีฝาครอบ การไหลเวียนและถ่ายเทอากาศไม่ดี ฝุ่นควันจึงสะสมในอากาศ ซึ่งสภาพอากาศที่แห้ง ก็ยังเอื้อต่อการเกิดไฟป่าง่ายอีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น เขตภาคเหนือยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านภูมิประเทศที่เป็นที่ราบล้อมรอบไปด้วยภูเขา ลักษณะเหมือนแอ่งกระทะ การสะสมหมอกควันในอากาศจึงรุนแรงกว่าพื้นที่อื่น
อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า ฝุ่น PM 2.5 เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะสามารถเดินทางผ่านทางเดินหายใจสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย เพิ่มโอกาสของโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ซึ่งหากได้สัมผัสโดน จะส่งผลกระทบที่แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้
การสัมผัสในระยะสั้น
การสัมผัสในระยะยาว

เมื่อทราบถึงผลกระทบของปัญหาฝุ่นละอองที่ส่งผลเสียกับสุขภาพนานัปการแล้ว หลายคนคงจะสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงไม่จัดการแก้ไขปัญหานี้ให้หมดสักที เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร, กัมพล ปั้นตะกั่ว และ สุทธิภัทร ราชคม นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยได้กล่าวถึงข้อจำกัด 3 ด้าน ที่ทำให้การแก้ปัญหาหมอกควันของรัฐล้มเหลว ดังนี้
1. แนวทางการจัดการฝุ่น PM 2.5 แบบภัยพิบัติ ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม
โดยแนวทางดังกล่าวนั้น คือ การตั้งกรรมการในเดือนตุลาคม ก่อนมีฝุ่น PM 2.5 และสลายตัวเดือนพฤษภาคม ทำให้ขาดความจำสถาบัน ขาดการจัดการ และการศึกษาวิเคราะห์แบบต่อเนื่องโดยมืออาชีพ ซึ่งในกรณีนี้ต้องเปลี่ยนระบบการจัดการเป็นการจัดการเชิงโครงสร้าง 3
2. ท้องถิ่นขาดเงิน และถูกซ้ำเติมจากกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการ
แม้ว่าสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักงบประมาณ จะได้ริเริ่มให้มีการจัดสรรงบประมาณแบบบูรณาการให้จังหวัด และกลุ่มจังหวัดภายใต้โครงสร้างการบริหารงานเชิงพื้นที่ แบบบูรณาการ ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 รวมทั้งมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2560 โดยมีการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ผ่านกระบวนการล่างสู่บน (Bottom Up) แต่ผลการดำเนินงานน่าผิดหวัง เพราะการจัดสรรงบประมาณยังไม่มีประสิทธิภาพ
3. ข้อมูลขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของฝุ่น PM 2.5 ที่มีจำกัด
แม้จะมีการจัดการฝุ่น PM 2.5 ภายในจังหวัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีความร่วมมือจากหน่วยราชการต่างๆ ชุมชน และกลุ่มประชาสังคม มีมาตรการป้องกันทั้งในเมืองและชนบท ก็ไม่อาจแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้
ดังที่เห็นตัวอย่างจากจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการจัดการร่วมกันเป็นกลุ่มจังหวัด ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฝุ่น PM 2.5 ส่วนหนึ่งพัดข้ามมาจากจังหวัดใกล้เคียงในภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะชายแดนฝั่งพม่า ที่ปลูกข้าวโพด ส่วนชายแดนเขมร ก็มีการปลูกอ้อยและเผาไร่อ้อย ทำให้ฝุ่น PM 2.5 พัดเข้าถึงกรุงเทพฯ รวมถึงประเทศอื่นๆ
ซึ่งนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายของไทย ยังไม่มีข้อมูลและความรู้ว่าขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของฝุ่น PM 2.5 ที่เรียกว่า airshed อย่างเพียงพอ ว่าในภาคเหนือ airshed กินพื้นที่เท่าไร และประเทศไทยมีกี่แห่ง แต่ละแห่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดใดบ้าง เรารู้เพียงแค่ว่า 60-65% ของฝุ่น PM 2.5 ในเชียงใหม่ มาจากต่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้ไม่สามารถวางแผนแก้ปัญหาฝุ่นควันได้อย่างเด็ดขาด จนนำไปสู่ความสำเร็จ

สำหรับนโยบายการแก้ปัญหาเรื่องฝุ่นละอองนั้น ตามรายงานการวิจัย "ข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5" ได้อธิบายวิธีแก้ปัญหา ดังนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับวิธีที่จะช่วยให้โลกมีอากาศที่สะอาดและบริสุทธิ์นั้น มีหลายขั้นตอนที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้
อ้างอิงข้อมูลจาก รายงานการวิจัย "ข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5"